การบริหารการคลังงบประมาณ

posted on 03 Aug 2009 10:45 by rattanaponsine
ความหมายของการคลัง
การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวการณ์บริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน
ความเป็นมาของการคลัง ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด คือ ทำการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ การศาล การฑูต กิจการด้านเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อมาเมื่อประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจึงมีขอบเขตความรับผิดชอบ มากขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2476 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบันจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้การคลังมีความสำคัญและจำเป็นในการปฏิบัติการ โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานบริหาร ควบคุม ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ วิชาการคลังจึงได้รับการประยุกต์ใช้ตามหลักการวิชา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการบัญชี และกฎหมาย เพราะสาขาวิชา ดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ทุกสังคม ในปัจจุบันจึงถือว่าวิชาการคลังเป็นวิชาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์และอยู่ในวิชาทางสังคมศาสตร์ด้วยการบริหารการคลังของรัฐบาลจึงเป็นความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้มาให้พอกับการใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งงบประมาณการใช้จ่ายให้ถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น  นโยบายการคลังนโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วยรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งมีผลกระทบต่อ การบริโภค การผลิตสินค้าและการกระจายรายได้ของประชาชน ส่วนการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อการผลิต การจ้างแรงงาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดำเนินนโยบายการคลังมีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก43 นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มักใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินเสมอ อย่างไรก็ดี โดยตัวของนโยบายการคลัง อาจเป็นปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจได้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายได้และรายจ่ายให้บังเกิดผลตามที่ต้องการโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการขาดดุลต่าง ๆการใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจ คือ ต้องมีการให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดสรรทรัพยากร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการกระจายรายได้และการแก้ไขปัญหาความยากจนนโยบายการคลัง ประกอบด้วยมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการภาษีอากร มาตรการงบประมาณ และการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการก่อหนี้สาธารณะ มาตรการแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้1) มาตรการภาษีอากรรายได้ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ รายได้ที่เป็นภาษีอากร และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากรสำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ได้แก่ รายได้จากการขายสิ่งของและบริการของ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ รายได้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆส่วนรายได้ที่เป็นภาษีอากร แบ่งตามลักษณะการใช้จ่ายออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีอากรทั่วไป ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้ กับภาษีอากรเฉพาะอย่าง ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการนั้น เช่น ภาษีประกันสังคม พรีเมี่ยมข้าว และน้ำตาล เป็นต้นรัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล 2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดกนอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ(1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง(2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี(3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษีการพิจารณาภาษียังจำแนกภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ทั้งนี้เพราะภาษีทั้ง 2 ประเภทมีวิธีการจัดเก็บ และมีผลกระทบต่างกัน ภาษีทางตรงมักมีวิธีการจัดเก็บจากฐานรายได้ทำให้ผู้เสียภาษีทราบจำนวนและจัดเก็บง่าย ภาษีทางตรงมีผลต่อการผลักภาระภาษีน้อยผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระภาษีไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษีทางอ้อมจะ จัดเก็บจากฐานการบริโภคหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปยัง ผู้บริโภคได้ โดยการบวกเข้าไปกับราคาสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้รับภาระภาษีจริง ๆ จะไม่ค่อยทราบว่าได้เสียภาษีไปเท่าใดปฏิกิริยาต่อการเสียภาษีทางอ้อมจะมีน้อยกว่าการเสียภาษีทางตรงตัวอย่างการเสียภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการเดินทาง ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น ส่วนตัวอย่างภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรและแสตมป์ เป็นต้น44การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดเก็บฐานภาษี และภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้น้อย รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้ เช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาอาจลดการจัดเก็บภาษีลงและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือเมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลก็อาจจัดเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้โดยการเก็บภาษีจากฐานที่ผลักภาระภาษีได้ยาก ลดการจัดเก็บภาษีที่เป็นภาระแก่ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มการจัดเก็บภาษีคนร่ำรวย จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในภาษีบางชนิด เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น ทางด้านการใช้จ่ายของ รัฐบาล ก็อาจใช้จ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนมาก เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น2)มาตรการงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณ เป็น แผนการเงินที่สำคัญของประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี ปกติ งบประมาณจะมีกำหนดเวลา 1 ปี งบประมาณรายจ่ายปกติ เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีบางครั้ง มีงบประมาณรายจ่ายพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยปีงบประมาณจะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไปโดยทั่วไปนโยบายงบประมาณจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ(1) งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง รายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน(2) งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีมากกว่ารายจ่าย(3) งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีน้อยกว่ารายจ่าย งบประมาณขาดดุล เป็นแนวคิดการคลังสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการคลังของรัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ โดยการหารายรับอื่นมาใช้จ่ายได้ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดการผลิตเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายจะต้องไม่เพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่ เพราะถ้าหากเพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่แล้ว จะเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินโดยไม่มีการผลิตเพิ่มจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีผลต่อการ จ้างงานและการพัฒนาประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่มากเท่าใดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ การใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อการผลิตโดยตรงและมีผลต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในประเทศจะมีผลทำให้เกิดการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ3) มาตรการก่อหนี้สาธารณะ เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรัฐบาลจะต้องทำการแสวงหารายได้เพิ่มติม อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีอากรเพิ่มเติม หรือแสวงหารายรับอื่นโดยการกู้ยืมเงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลจะนำเงินออกมาใช้จ่ายในการบริโภคหรือการลงทุนหากพิจารณาในแง่ภาระหนี้ที่จะตกแก่คนรุ่นหลัง การเก็บภาษีอากรเพิ่มและนำมาใช้จ่ายในการบริโภคภาระหนี้จะไม่ตกไปถึงคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเก็บภาษีอากรจากคนรุ่นปัจจุบันและนำไปใช้จ่ายในการบริโภคในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงได้แก่คนรุ่นปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรเพิ่มแล้วนำไปใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการเอาเปรียบคนรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากผลประโยชน์ของการลงทุนจะตกอยู่กับคนรุ่นหลังหากรัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศบริโภคในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะได้แก่ คนรุ่นปัจจุบันโดยคนรุ่นหลังจะเป็นผู้แบกรับภาระหนี้แทนซึ่งไม่ยุติธรรมแก่คนรุ่นหลัง แต่ถ้ารัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการยุติธรรมแก่คนรุ่นหลังเพราะคนรุ่นหลังเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเป็นผู้แบกรับภาระหนี้ส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศถ้ากู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการบริโภคปัจจุบันแล้วภาระหนี้ต้องตกอยู่กับคนรุ่นหลังเป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานแต่ถ้ากู้ยืมมาเพื่อการลงทุนคนรุ่นหลัง ก็จะเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้รับภาระหนี้ด้วย ในขณะเดียวกันถ้าหากผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าภาระหนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อลูกหลานอันเป็นการมองการณ์ไกลสิ่งสำคัญของการก่อหนี้อยู่ตรงที่ การได้รับผลประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนไม่ให้เกิดการรั่วไหลและได้ผลประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะเป็นภาระแก่สังคมได้เสมอนโยบายการเงินนโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์นโยบายการเงิน (Monetary Policy)ความหมาย คือ การที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ มีด้วยกัน 3 ด้านดังนี้1. การลด เพิ่มปริมาณเงินในระบบ2. การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (หรือเรียกว่า ด/บ นโยบาย หรือ ด/บ มาตรฐาน)3. การปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราระหว่างประเทศการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายทาง ศก. ที่เราต้องการดังนี้1.เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต (Economic Growth)2. เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ (Eco Stability)3. เพื่อให้เศรษฐกิจมีความเสมอภาค (Eco Eavity) หรือ การกระจายรายได้อย่างยุติธรรม- หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางการเงิน คือ Bank ชาติ หรือ ธนาคารกลาง หรือ ธปท.www.arts.kmutt.ac.th.  หนี้สาธารณะ คืออะไร?หนี้สาธารณะ (Public Debt) คือ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของรัฐบาล กล่าวคือ เมื่อฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ และรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ ก็จะทำการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจากภายในประเทศ และ กู้ยืมจากต่างประเทศ  ประเภทของหนี้สาธารณะ 1. แบ่งตามระยะเวลาของเงินกู้ 1.1. หนี้ระยะสั้น (Short term) มีกำหนดเวลาใช้คืน 3 เดือน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้นๆ จะออกเป็นตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills) หรือออกใบรับรองการเป็นหนี้ให้ การกู้ประเภทนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนใหญ่รัฐบาลกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย  1.2. หนี้ระยะปานกลาง (Intermediate term) คือ หนี้ที่มีกำหนดเวลาใช้คืนตั้งแต่ 1-5 ปี รัฐบาลจะออก Treasury note มาเป็นหลักฐานในการกู้ 1.3. หนี้ระยะยาว (Long term) คือ หนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาใช้คืนตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป รัฐบาลจะออกตราสารประเภทพันธบัตรรัฐบาลออกมา โดยกำหนดจำนวนเงิน ระยะเวลาใช้คืน และดอกเบี้ย ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เพื่อนำไปใช้ในโครงการระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น สร้างถนน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 2. แบ่งตามแหล่งของเงินกู้ 2.1. หนี้ภายในประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากประชาชนทั่วไป ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลาง และสถาบันการเงินอื่นๆ ภายในประเทศ เงินที่กู้ยืมอาจจะเป็นเงินตราของประเทศหรือเงินตราต่างประเทศก็ได้ 2.2. หนี้ภายนอกประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศ ทั้งเอกชน รัฐบาล หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank) หรือกู้จากธนาคารโลก http://www.ismed.or.th การคลังท้องถิ่น          การปกครองท้องถิ่น      เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น  เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง  เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ          ๑.๑) นิยามความหมายWilliam A. Robson  ได้ให้ความหมายของ  “ การปกครองท้องถิ่น”  ว่าหมายถึง   การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy)  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร  ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ  เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง  การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย  (Legal  Right)  และมีองค์กรที่จำเป็น  (Necessary Organization)  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น          ๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น  ดังนี้๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร           ๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง  มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด          ๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด  ; หรือบางส่วน  เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น ๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น          การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  http://www.meeboard.com.
  • รายรับของรัฐบาล
นับแต่มีการปฏิรูปการคลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ระบบการจัดเก็บภาษีอากรของไทยก็ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ปรากฏว่ายังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปรับปรุงด้านรายรับของรัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ตามที่ปรารถนา ได้แก่สนธิสัญญาที่ทำไว้กับนานาชาติตั้งแต่พ.ศ.2398 ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะอากรสินค้านำเข้าและอากรสินค้าออกถูกกำหนดไว้คงที่ในอัตราต่ำ และไม่อาจเจรจาขอเพิ่มอัตราภาษีเหล่านี้ได้เลย ในขณะที่รายจ่ายของแผ่นดินจำเป็นต้องขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยไม่ล้าหลัง อุปสรรคนี้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า“....ส่วนภาษีอากรที่จะคิดจัดเก็บขึ้นใหม่นั้น เห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นการยาก เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับอำนาจในการภาษีอากรจากรัฐบาลต่างประเทศ ฉะนั้นการจัดเก็บภาษสิ่งใดใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบของผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงจะเก็บได้ทั่วถึง การที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นส่วนที่ชาวต่างประเทศจะต้องเสียด้วยแล้ว ก็ยากที่จะได้รับความตกลงด้วยในระยะ 10 ปีแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.2453-2462)นั้น ความจำกัดด้านรายรับนี้ยังไม่ถึงกับก่อให้เกิดปัญหากดดันต่อทางราชการมากนัก เนื่องจากรายรับของรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มไปในทางเพิ่มขึ้นได้ดี อันเป็นผลจากการขยายตัวของการส่งออกข้าว อุปสรรคด้านการขยายตัวของรายรับรัฐบาลเริ่มสร้างปัญหามากเป็นพิเศษในปีพ.ศ.2463 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายมากจนทำให้ต้องห้ามการส่งออกข้าวเพราะเกรงว่าจะไม่มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ รายได้ส่วนสำคัญจากอากรขาออกจึงลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นรายได้จากการเก็บอากรค่านาก็ลดลง รวมทั้งรายได้ทางอ้อมจากอากรสุราและรายได้จากกิจการรถไฟซึ่งมีแนวโน้มขึ้นลงตามผลของการทำนาแต่ละปีก็ลดลงด้วยอย่างไรก็ตาม ผลกระทบเนื่องจากการผลิตข้าวต่อรายรับของรัฐบาลนี้ เป็นเพียงผลระยะสั้น เพราะเมื่อการส่งออกข้าวสามารถดำเนินการได้ใหม่ปัญหานี้ก็หมดไป ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรายรับของรัฐบาลในระยะยาวนั้นก็คือการปรับโครงสร้างภาษีด้วยการยกเลิกการพนันและหวย ก.ข. รวมทั้งการดำเนินการจำกัดการสูบฝิ่นลง อันเป็นการดำเนินการตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรของพระองค์เลิกลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข แต่โดยที่รายได้จากฝิ่นและการพนันนั้นมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 1 ใน 4 ของรายได้แผ่นดิน ความพยายามที่จะเพิ่มรายรับของรัฐบาลให้เพียงพอกับรายจ่ายจึงยิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้น 
  • รายจ่ายของรัฐบาล
ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนจากที่ได้ริเริ่มมาแล้วในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเร่งรัดพัฒนาเช่นนี้จำเป็นต้องมีการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงต้นรัชสมัยนั้น กระทรวงต่าง ๆ กำลังเริ่มวางแผนขยายการงานให้ครอบคลุมถึงมณฑลต่าง ๆ ให้มากขึ้น แทนที่จะให้เพียงกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวรับหน้าที่เกือบทุกอย่างในหัวเมืองมณฑลไว้ดังเช่นในระยะแรก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ทั้งจัดเก็บภาษีอากร การสาธารณสุข การให้การศึกษา และการยุติธรรม เป็นต้น โครงการของกระทรวงต่าง ๆ ที่จะเข้าไปทดแทนการทำหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยในมณฑลต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่1.               โครงการส่งเสริมการเกษตรของกระทรวงเกษตราธิการในหัวเมืองมณฑล ได้แก่การส่งเสริมเพื่อพัฒนาการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ 2.               โครงการของกระทรวงยุติธรรมในการจัดตั้งศาลให้ทั่วถึงในมณฑลต่าง ๆ3.               โครงการของกระทรวงนครบาลในการขยายเขตสุขาภิบาลออกไป4.               โครงการของกระทรวงธรรมการในการขยายการศึกษาด้วยการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐบาลเป็นตัวอย่างเมืองละ 1 แห่ง และวางโครงการศึกษาภาคบังคับทั่วพระราชอาณาจักรนอกจากนั้นกระทรวงมหาดไทยเองก็ยังมีโครงการพัฒนาหัวเมืองมณฑลชั้นนอก ได้แก่มณฑลอีสาน มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลปัตตานี ด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม ทั้งภายในมณฑลนั้น และการดำเนินการให้ประสานสอดคล้องกับการขยายเส้นทางรถไฟที่กำลังจะไปถึง เพื่อเป็นการเชื่อมโยงการคมนาคมกับส่วนกลางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้จ่ายตามโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากแล้ว รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากและเร่งด่วนในการปรับระบบเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนที่เกิดความลักลั่นและเหลื่อมล้ำกันอยู่มากระหว่างอัตราเงินเดือนเก่าและใหม่มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะเต้นเริ่มการจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงต่าง ๆ ก็เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนอัตราเก่า และยังมีการขอตั้งอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งราชการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย เป็นผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำในประเภทค่าจ้างเงินเดือนที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอมานั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภาระหนักในการใช้จ่ายอีกด้านหนึ่งของรัฐบาล ก็คือการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างและขยายเส้นทางรถไฟต่อไปอีกมากจากที่เริ่มไว้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้การติดต่อค้าขายและขนส่งผลผลิตการเกษตรภายในราชอาณาจักรเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำกว่าเดิม นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้จ่ายพัฒนาระบบชลประทานอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อการเกษตรอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอีกเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงพ.ศ.2450-2454 การใช้จ่ายทั้งในด้านการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและการชลประทานนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศจนไม่อาจละเลยได้ภาระการใช้จ่ายที่สำคัญของรัฐบาลประการสุดท้ายก็คือการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งถึงแม้จะมีพระบรมราโชบายจำกัดงบป้องกันประเทศไว้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของเงินรายได้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจควบคุม การใช้จ่ายลงได้มากนักเนื่องจากงบประมาณสำหรับการทหารถูกจำกัดไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นเป็นเวลานานถึง 5 ปีในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การของบประมาณจึงเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ประกอบกับกรมทหารเรือในกระทรวงกลาโหมได้แยกออกไปตั้งเป็นกระทรวงอิสระต่างหาก และกระทรวงกลาโหมก็เตรียมการจัดตั้งกองทัพอากาศขึ้นด้วยhttp://www.geocities.com.

Comment

Comment:

Tweet

hjkhwink surprised smile

#5 By kjjl (119.31.95.227) on 2010-09-30 21:46

#4 By (124.157.189.31) on 2010-06-21 15:48

ขอบคุณครับ ดีมากๆเลย..

#3 By ดูดี (114.128.143.171) on 2010-03-04 17:11

#2 By (202.57.176.171) on 2009-11-17 16:41

แนะนำให้แยกเนือหา แต่ละเรื่อง
เพราะ เห็นคุณ รวมมาทั้งหมด
แยก เขียนหัวข้อใหม่ก้ได้นะค่ะ

#1 By TIp ja on 2009-08-04 11:19