กลอนอกหักเพราะตุ๊ด

posted on 31 Aug 2009 11:00 by rattanaponsine

ก็เธอน่ารัก ฉันก็เลย ต้องทุกข์
เพราะเธอเป็นตุ๊ด ฉันเลยทุกข์ ไปใหญ่
แค่เธอเดินผ่าน ก็สั่นทั้ง หัวใจ
แต่แล้วทำไม กลายเป็นตุ๊ด ไปได้
อุส่าแอบรัก อุส่าแอบหลง
ฉันเลยงงๆ ไปรักตุ๊ด ได้ไง
หรือฉันเบี่ยงเบน เสียแล้ว หรือไร
เจ็บใจ๊เจ็บใจ โดนตุ๊ด ขโมยใจ
ก็เพราะมั่วแต่ แอบมอง อยู่อย่างนั้น
เลยทำให้ฉัน เข้าใจผิด ไปใหญ่
กว่าจะรู้อีกที มันก็ สายเกินไป
เป็นตุ๊ดได้ไง ผิดหวัง อย่างแรง
อุส่ารวบรวม ความกล้า ที่มี
บอกรักคนดี กลัวว่ามี คู่แข่ง
พอเธอเดินมา ถือดอกไม้ วิ่งแซง
เพราะว่ากลัว มีใคร จะมาแย่ง
มาแบ่งหัวใจ ของเธอไป
ฉันวิ่งดักหน้า ส่งดอกไม้ ให้เธอ
วันนี้ที่เจอ เธอสวย กว่าใคร
เธอยิ้มหน้าแดง และรับดอกไม้
ไม่พูดอะไร เธอคงอายฉัน
ฉันมองตาเธอ เธอมองตาฉัน
ใจเราสื่อถึงกัน คงเป็นอย่างนั้น
เธอบอกขอบใจ ฉันแทบตะลึงงัน
ก็เสียงเธอดัน เป็นเสียง ผู้ชาย
ก็เอาล่ะเหวย ยังไงกันหวา
ตัวฉันแทบบ้า อยากโดดน้ำตาย
เธอกระซิบข้าง ๆ ที่หูข้างซ้าย
บอกว่าเป็นผู้ชาย ฉันแทบหมดแรง

นโยบายการคลัง

posted on 24 Aug 2009 09:51 by rattanaponsine
posted on 17 Aug 2009 11:21 by naiyana-s51 นโยบายการเงินในรัฐบาลปัจจุบันยกตัวอย่างการดูแลเงินเฟ้อและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจผู้ว่าฯ ธปท.ประกาศนโยบายการเงิน ดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป พร้อมยอมรับการเข้มงวดนโยบายการเงินกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ภายใต้หัวข้อการสัมมนา "นโยบายการเงิน ในโลกที่ผันผวน : ความท้าทายและกลยุทธ์ตั้งรับ" วานนี้ (3 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการที่แรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน จากทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศอย่างเช่นในขณะนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจึงมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากทุกทางเลือกของนโยบายต่างส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจด้วยกันทั้งสิ้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบ และคำนึงผลประโยชน์โดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นสำคัญ สำหรับนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการดูแล เสถียรภาพทางด้านราคา ขณะเดียวกันก็มิได้ละเลยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขอย้ำว่านโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรือดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำก็เพื่อช่วยรักษาอำนาจซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างสมดุลให้กับภาคการออมที่ถูกกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจ และมีผลให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวอีกด้วย" นางธาริษาระบุว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิน ในภาวะปัจจุบัน จึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นนี้เป็นการแสดงความแน่วแน่ของ ธปท.ที่จะดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และลดการคาดการณ์ความรุนแรงของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต "การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำลงในอนาคตนี้ จะสร้างบรรยายกาศที่เอื้ออำนวยต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคและนักลงทุน ซึ่งในที่สุดเป็นการ เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว" ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวและย้ำว่า จุดสมดุลของการดำเนินนโยบายการเงินในขณะนี้ จึงเป็นไปในทิศทางที่ต้องดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท.ยอมรับว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่จากการปรับตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับกับการชะลอลงดังกล่าวได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนาวิชาการของ ธปท.ปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของ ธปท.จะนำเสนอ ผลงานการศึกษาวิจัย 5 เรื่อง เพื่อตอบ คำถามตามโจทย์ที่ตั้งไว้ตามหัวข้อสัมมนาดังกล่าว คือ 1. พรมแดนของนโยบายการเงินในสภาพแวดล้อมทางการเงินยุคใหม่ 2. พลวัตของเงินเฟ้อและนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน 3. บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนใน การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อของไทย 4. ความไม่แน่นอนของระดับศักยภาพการผลิตกับการดำเนินนโยบายการเงิน และ 5. ประสิทธิผลของนโยบายการเงินในโลกที่มีความเชื่อมโยงสูง ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยทั้ง 5 หัวข้อ นอกจากจะตอบโจทย์ตามหัวข้อสัมมนาที่ตั้งไว้แล้ว ยังเป็นการศึกษา ที่ต้องการคำตอบว่า ช่องทางการส่งผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งมี 5 ช่องทางหลักที่ได้แก่ ตลาดการเงิน สินเชื่อ ราคาสินทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน และช่องทางการคาดการณ์ยังใช้ได้ดีหรือไม่ เพราะภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจการเงินผันผวนและมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินอาจได้รับผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังเป็นความท้าทายของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะรักษาเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมๆ กับการดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลก อาจทำให้การส่งผ่านทั้ง 5 ช่องทางไม่เป็นอย่างที่ ธปท. คิด หรือไม่เป็นไปตามทฤษฎี จึงมีความ จำเป็นต้องศึกษาวิจัยว่าช่องทางการ ส่งผ่านนโยบายการเงินทั้ง 5 ช่องทาง ในปัจจุบันนี้ ยังใช้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ เวทีสัมมนาครั้งนี้ ยังมีการเสวนาโดยวิทยากรรับเชิญอย่างเช่น นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นต้น สำหรับงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของ ธปท.จะจัดขึ้นในวันที่ 3-4 ก.ย. 51 ที่ รร.เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์     แหล่งข้อมูลhttp://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=72760      

นโยบายการคลังของรัฐบาลในปัจจุบันยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย    ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย ถ้าหากการว่างงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากก็ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับการดำรงชีพของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาที่เปราะบาง นอกจากนี้ยังมีการว่างงานในลักษณะชั่วคราว (frictional unemployment) แต่ไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะเป็นการว่างงานที่อยู่ในช่วงของการสำรวจหรือรองานอยู่พอดี การแก้ไขปัญหาการว่างงานเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งมีนโยบายการคลัง (fiscal policy) และนโยบายการเงิน (monetary policy) เป็นเครื่องมือที่สำคัญ นโยบายการคลังเริ่มรู้จักและมีบทบาทในการแกปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อครั้งที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่แนะนำให้แต่ละประเทศแก้ปัญหาการว่างงานดังกล่าวโดยใช้นโยบายการคลังคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เนื่องจากเคนส์มองว่า กลไกการตลาดไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากว่าระดับอุปสงค์มวลรวม (aggregate demand) อยู่ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะ การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการกระตุ้นอุปสงค์โดยใช้นโยบายการคลังขาดดุลเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นโยบายการคลัง (fiscal policy) คือ มาตรการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือด้านรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้สาธารณะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจมหภาค  ซึ่งมาตรการทางด้านการคลังนั้นมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นนั้นมาตรการทางด้านการคลังจะส่งผลต่อตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสงค์รวม ระดับการจ้างงาน ระดับราคา และดุลการชำระเงิน  ส่วนในระยะยาว มาตรการการคลังมุ่งเน้นในเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงของผลผลิต การบริหารเงินของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งนโยบายการคลังเป็นการรักษาผลิตผลของชาติให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับภาวการณ์จ้างงานให้เต็มที่มากที่สุด               ประเทศไทยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของอุปสงค์มวลรวมทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุนลดลงเป็นอย่างมากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมติดลบโดยในปี ๒๕๔๐ ติดลบร้อยละ ๑.๔ และในปี ๒๕๔๑ ติดลบร้อยละ ๑๐.๕ เป็นผลให้บริษัทต่าง ๆ ลดต้นทุนโดยการเลิกจ้างพนักงาน หรือให้ลาออกด้วยความสมัครใจ ซึ่งทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้นโยบายทางการคลังโดยการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานอีกครั้ง ในภาวะปัจจุบันถึงแม้ว่าจะยังไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงมากนัก แต่ถ้าหากประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อแก้ปัญหาได้ คือ นโยบายการคลังแบบขาดดุล และมาตรการทางด้านภาษีโดยการลดภาษี - การใช้นโยบายการคลังโดยการขาดดุลงบประมาณ เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ส่งผ่านตรงถึงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นทางด้านการจ้างงานทำให้เกิดการบริโภคของภาคประชาชนเพิ่มขึ้นและส่งผลถึงการลงทุนของภาคเอกชน  - การใช้มาตรการทางด้านภาษีโดยการปรับลดอัตราภาษี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยกระตุ้นทางด้านการบริโภคของประชาชนให้เพิ่มขึ้น และก็จะส่งผลดีต่อการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น              ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงมากนัก แต่ด้วยปัญหาภายในทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น กอปรกับปัญหาภายนอกจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของโลก เป็นผลให้เกิดการชะลอตัวทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลควรรักษาอุปสงค์รวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ถ้าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีการว่างงานเกิดขึ้นจำนวนมากมาตรการทางการคลังที่นำมาใช้ควรจะเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านอุปสงค์ซึ่งก็คือการใช้งบประมาณขาดดุลและการลดภาษี แต่ด้วยภาวะปัจจุบันการลดภาษีเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐซึ่งการจัดเก็บภาษียังไม่ได้ตามเป้าหมายอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นปัญหาทางด้านการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ดังนั้นหากเกิดปัญหาการว่างงานขึ้นในปัจจุบันนโยบายการคลังทางด้านการขาดดุลงบประมาณน่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากว่าเป็นนโยบายที่เห็นผลได้เร็วเพราะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มปริมาณเงินไหลเวียนในระบบทันที และกระตุ้นอุปสงค์รวมได้รวดเร็วซึ่งเป็นผลดีต่อการบริโภค การลงทุน และการจ้างงาน แต่รัฐบาลต้องพึงระวังในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยแหล่งข้อมูล http://gotoknow.org/blog/model1/168393             

 ปัจจุบันรัฐบาลใช้งบประมาณแบบระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน           ตามที่ประเทศไทย