กลอนอกหักเพราะตุ๊ด

posted on 31 Aug 2009 11:00 by rattanaponsine

ก็เธอน่ารัก ฉันก็เลย ต้องทุกข์
เพราะเธอเป็นตุ๊ด ฉันเลยทุกข์ ไปใหญ่
แค่เธอเดินผ่าน ก็สั่นทั้ง หัวใจ
แต่แล้วทำไม กลายเป็นตุ๊ด ไปได้
อุส่าแอบรัก อุส่าแอบหลง
ฉันเลยงงๆ ไปรักตุ๊ด ได้ไง
หรือฉันเบี่ยงเบน เสียแล้ว หรือไร
เจ็บใจ๊เจ็บใจ โดนตุ๊ด ขโมยใจ
ก็เพราะมั่วแต่ แอบมอง อยู่อย่างนั้น
เลยทำให้ฉัน เข้าใจผิด ไปใหญ่
กว่าจะรู้อีกที มันก็ สายเกินไป
เป็นตุ๊ดได้ไง ผิดหวัง อย่างแรง
อุส่ารวบรวม ความกล้า ที่มี
บอกรักคนดี กลัวว่ามี คู่แข่ง
พอเธอเดินมา ถือดอกไม้ วิ่งแซง
เพราะว่ากลัว มีใคร จะมาแย่ง
มาแบ่งหัวใจ ของเธอไป
ฉันวิ่งดักหน้า ส่งดอกไม้ ให้เธอ
วันนี้ที่เจอ เธอสวย กว่าใคร
เธอยิ้มหน้าแดง และรับดอกไม้
ไม่พูดอะไร เธอคงอายฉัน
ฉันมองตาเธอ เธอมองตาฉัน
ใจเราสื่อถึงกัน คงเป็นอย่างนั้น
เธอบอกขอบใจ ฉันแทบตะลึงงัน
ก็เสียงเธอดัน เป็นเสียง ผู้ชาย
ก็เอาล่ะเหวย ยังไงกันหวา
ตัวฉันแทบบ้า อยากโดดน้ำตาย
เธอกระซิบข้าง ๆ ที่หูข้างซ้าย
บอกว่าเป็นผู้ชาย ฉันแทบหมดแรง

นโยบายการคลัง

posted on 24 Aug 2009 09:51 by rattanaponsine
posted on 17 Aug 2009 11:21 by naiyana-s51 นโยบายการเงินในรัฐบาลปัจจุบันยกตัวอย่างการดูแลเงินเฟ้อและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจผู้ว่าฯ ธปท.ประกาศนโยบายการเงิน ดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป พร้อมยอมรับการเข้มงวดนโยบายการเงินกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ภายใต้หัวข้อการสัมมนา "นโยบายการเงิน ในโลกที่ผันผวน : ความท้าทายและกลยุทธ์ตั้งรับ" วานนี้ (3 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการที่แรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน จากทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศอย่างเช่นในขณะนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจึงมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากทุกทางเลือกของนโยบายต่างส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจด้วยกันทั้งสิ้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบ และคำนึงผลประโยชน์โดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นสำคัญ สำหรับนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการดูแล เสถียรภาพทางด้านราคา ขณะเดียวกันก็มิได้ละเลยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขอย้ำว่านโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรือดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำก็เพื่อช่วยรักษาอำนาจซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างสมดุลให้กับภาคการออมที่ถูกกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจ และมีผลให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวอีกด้วย" นางธาริษาระบุว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิน ในภาวะปัจจุบัน จึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นนี้เป็นการแสดงความแน่วแน่ของ ธปท.ที่จะดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และลดการคาดการณ์ความรุนแรงของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต "การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำลงในอนาคตนี้ จะสร้างบรรยายกาศที่เอื้ออำนวยต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคและนักลงทุน ซึ่งในที่สุดเป็นการ เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว" ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวและย้ำว่า จุดสมดุลของการดำเนินนโยบายการเงินในขณะนี้ จึงเป็นไปในทิศทางที่ต้องดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท.ยอมรับว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่จากการปรับตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับกับการชะลอลงดังกล่าวได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนาวิชาการของ ธปท.ปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของ ธปท.จะนำเสนอ ผลงานการศึกษาวิจัย 5 เรื่อง เพื่อตอบ คำถามตามโจทย์ที่ตั้งไว้ตามหัวข้อสัมมนาดังกล่าว คือ 1. พรมแดนของนโยบายการเงินในสภาพแวดล้อมทางการเงินยุคใหม่ 2. พลวัตของเงินเฟ้อและนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน 3. บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนใน การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อของไทย 4. ความไม่แน่นอนของระดับศักยภาพการผลิตกับการดำเนินนโยบายการเงิน และ 5. ประสิทธิผลของนโยบายการเงินในโลกที่มีความเชื่อมโยงสูง ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยทั้ง 5 หัวข้อ นอกจากจะตอบโจทย์ตามหัวข้อสัมมนาที่ตั้งไว้แล้ว ยังเป็นการศึกษา ที่ต้องการคำตอบว่า ช่องทางการส่งผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งมี 5 ช่องทางหลักที่ได้แก่ ตลาดการเงิน สินเชื่อ ราคาสินทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน และช่องทางการคาดการณ์ยังใช้ได้ดีหรือไม่ เพราะภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจการเงินผันผวนและมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินอาจได้รับผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังเป็นความท้าทายของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะรักษาเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมๆ กับการดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลก อาจทำให้การส่งผ่านทั้ง 5 ช่องทางไม่เป็นอย่างที่ ธปท. คิด หรือไม่เป็นไปตามทฤษฎี จึงมีความ จำเป็นต้องศึกษาวิจัยว่าช่องทางการ ส่งผ่านนโยบายการเงินทั้ง 5 ช่องทาง ในปัจจุบันนี้ ยังใช้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ เวทีสัมมนาครั้งนี้ ยังมีการเสวนาโดยวิทยากรรับเชิญอย่างเช่น นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นต้น สำหรับงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของ ธปท.จะจัดขึ้นในวันที่ 3-4 ก.ย. 51 ที่ รร.เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์     แหล่งข้อมูลhttp://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=72760      

นโยบายการคลังของรัฐบาลในปัจจุบันยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย    ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย ถ้าหากการว่างงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากก็ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับการดำรงชีพของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาที่เปราะบาง นอกจากนี้ยังมีการว่างงานในลักษณะชั่วคราว (frictional unemployment) แต่ไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะเป็นการว่างงานที่อยู่ในช่วงของการสำรวจหรือรองานอยู่พอดี การแก้ไขปัญหาการว่างงานเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งมีนโยบายการคลัง (fiscal policy) และนโยบายการเงิน (monetary policy) เป็นเครื่องมือที่สำคัญ นโยบายการคลังเริ่มรู้จักและมีบทบาทในการแกปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อครั้งที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่แนะนำให้แต่ละประเทศแก้ปัญหาการว่างงานดังกล่าวโดยใช้นโยบายการคลังคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เนื่องจากเคนส์มองว่า กลไกการตลาดไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากว่าระดับอุปสงค์มวลรวม (aggregate demand) อยู่ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะ การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการกระตุ้นอุปสงค์โดยใช้นโยบายการคลังขาดดุลเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นโยบายการคลัง (fiscal policy) คือ มาตรการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือด้านรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้สาธารณะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจมหภาค  ซึ่งมาตรการทางด้านการคลังนั้นมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นนั้นมาตรการทางด้านการคลังจะส่งผลต่อตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสงค์รวม ระดับการจ้างงาน ระดับราคา และดุลการชำระเงิน  ส่วนในระยะยาว มาตรการการคลังมุ่งเน้นในเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงของผลผลิต การบริหารเงินของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งนโยบายการคลังเป็นการรักษาผลิตผลของชาติให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับภาวการณ์จ้างงานให้เต็มที่มากที่สุด               ประเทศไทยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของอุปสงค์มวลรวมทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุนลดลงเป็นอย่างมากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมติดลบโดยในปี ๒๕๔๐ ติดลบร้อยละ ๑.๔ และในปี ๒๕๔๑ ติดลบร้อยละ ๑๐.๕ เป็นผลให้บริษัทต่าง ๆ ลดต้นทุนโดยการเลิกจ้างพนักงาน หรือให้ลาออกด้วยความสมัครใจ ซึ่งทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้นโยบายทางการคลังโดยการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานอีกครั้ง ในภาวะปัจจุบันถึงแม้ว่าจะยังไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงมากนัก แต่ถ้าหากประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อแก้ปัญหาได้ คือ นโยบายการคลังแบบขาดดุล และมาตรการทางด้านภาษีโดยการลดภาษี - การใช้นโยบายการคลังโดยการขาดดุลงบประมาณ เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ส่งผ่านตรงถึงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นทางด้านการจ้างงานทำให้เกิดการบริโภคของภาคประชาชนเพิ่มขึ้นและส่งผลถึงการลงทุนของภาคเอกชน  - การใช้มาตรการทางด้านภาษีโดยการปรับลดอัตราภาษี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยกระตุ้นทางด้านการบริโภคของประชาชนให้เพิ่มขึ้น และก็จะส่งผลดีต่อการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น              ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงมากนัก แต่ด้วยปัญหาภายในทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น กอปรกับปัญหาภายนอกจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของโลก เป็นผลให้เกิดการชะลอตัวทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลควรรักษาอุปสงค์รวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ถ้าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีการว่างงานเกิดขึ้นจำนวนมากมาตรการทางการคลังที่นำมาใช้ควรจะเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านอุปสงค์ซึ่งก็คือการใช้งบประมาณขาดดุลและการลดภาษี แต่ด้วยภาวะปัจจุบันการลดภาษีเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐซึ่งการจัดเก็บภาษียังไม่ได้ตามเป้าหมายอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นปัญหาทางด้านการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ดังนั้นหากเกิดปัญหาการว่างงานขึ้นในปัจจุบันนโยบายการคลังทางด้านการขาดดุลงบประมาณน่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากว่าเป็นนโยบายที่เห็นผลได้เร็วเพราะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มปริมาณเงินไหลเวียนในระบบทันที และกระตุ้นอุปสงค์รวมได้รวดเร็วซึ่งเป็นผลดีต่อการบริโภค การลงทุน และการจ้างงาน แต่รัฐบาลต้องพึงระวังในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยแหล่งข้อมูล http://gotoknow.org/blog/model1/168393             

 ปัจจุบันรัฐบาลใช้งบประมาณแบบระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน           ตามที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อการบริหารหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน รวมถึงการดำรงชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งจำเป็นต้องปรับตัวให้สนองตอบต่อปัญหา และการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากทรัพยากร และงบประมาณของประเทศมีจำนวนจำกัด หน่วยงานภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารและการปฏิบัติกันใหม่ เพื่อพลิกฟื้นปัญหาให้เป็นโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและคุณค่างานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการ ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐให้เป็น "รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ " (NEW PUBLIC MANAGEMENT) ที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์ เป็นหลักมีการวัดผลลัพธ์ และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการทำงานเพื่อประชาชน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การปฏิรูประบบบริหารภาครัฐตามแนวทาง ดังกล่าวครอบคลุม 5 ด้าน ดังนี้ 1. ปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ 2. ปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณ การเงิน และการพัสดุ 3. ปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล 4. ปรับเปลี่ยนกฎหมาย 5. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยม          จากนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบงบประมาณตามข้อ 2 สำนักงบประมาณจึงได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษา KPMG BARENTS ทำการศึกษาระบบการจัดการงบประมาณและได้มีข้อเสนอแนะให้จัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (PERFORMANCE BASED BUDGETING) และต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อ 11 พฤษภาคม 2542 เห็นชอบแผนปฏิรูประบบบริหารงานภาครัฐ ซึ่งการปรับระบบงบประมาณให้เป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าวด้วย                 ลักษณะของงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน   1. มุ่งเน้นผลงานและผลผลิต           การจัดทำงบประมาณในตอนแรกจัดทำแบบแสดงรายการ (Line-Item Budgeting) ซึ่งเน้นการควบคุมทรัพยากรมากกว่าผลสำเร็จในการผลิตผลผลิต ดังนั้น จึงควรปรับระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance Base Budgeting) เป็นระบบการจัดการที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศ ผ่านองค์กรของรัฐบาลต่าง ๆ โดยมอบและกระจายอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณให้กับผู้ที่ใช้งบประมาณโดยอิสระ แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้งบประมาณจะต้องมีความรับผิดชอบจากการใช้งบประมาณของประเทศด้วย   2. ความโปร่งใสและการรายงาน           โครงสร้างการรายงานผลทางการเงินในปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ยืนยันสถานะทางการเงินของส่วนราชการ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดพื้นฐานการรายงานไว้เพียงเล็กน้อยที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินผล เช่นการรายงานผลประจำปี จึงควรมีการกำหนดกรอบการรายงานผลประจำปีและการรายงานผลทางการเงินที่สอดคล้องกับการกระจายความรับผิดชอบในการจัดทำงบประมาณ ทั้งนี้ควรทำควบคู่กับการกระจายความรับผิดชอบ   3. กระจายความรับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณแก่หน่วยราชการ           กระบวนการงบประมาณปัจจุบันเป็นแบบรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานกลาง ทำให้หน่วยงานราชการขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในความสำเร็จ ดังนั้น จึงควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำงบประมาณโดยให้หน่วยราชการเป็นผู้จัดเตรียมรายละเอียดงบประมาณ ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดจากหน่วยงานกลาง   4. กรอบงบประมาณรายจ่ายระยะปานกลาง (MTEF)           เนื่องจากกระบวนการวางแผนงบประมาณในปัจจุบันเป็นการวางแผนแบบปีต่อปี ซึ่งยังไม่มีการคำนึงถึงการวางแผนระยะปานกลางทางที่ปรึกษาจึงเสนอให้มีการทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (Medium Term Expenditure Framework) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MTEF ซึ่งจะมีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน ๔ ปี (งบประมาณปีที่ขอตั้ง + ประมาณการรายจ่ายปีถัดไปอีก ๓ ปี) ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ   5. ความครอบคลุมของงบประมาณ           การจัดทำงบประมาณปัจจุบันนี้ไม่ได้สะท้อนถึงรายจ่ายและรายรับทั้งหมดของหน่วยงานภาครัฐอย่างแท้จริง ตัวอย่างทางด้านรายจ่าย เช่น การให้เงินช่วยเหลือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในการค้ำประกันการกู้ยืมเงิน การค้ำประกันความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทางด้านรายรับ เช่น รายได้ที่เกิดจาก การอุดหนุนของภาคเอกชนท้องถิ่น ดังนั้นจึงควรมีการขยายความครอบคลุมของงบประมาณให้รวมไปถึงรายรับนอกเหนือจากการกู้ยืมเงินและใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรแสดงอยู่ในเอกสารงบประมาณเพื่อสะท้อนถึงการใช้จ่ายที่แท้จริงของภาครัฐ มาตรฐานการจัดการทางการเงิน            ในการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานนั้น สำนักงบประมาณได้กำหนดมาตรการขึ้นเพื่อประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการที่หน่วยงานภาครัฐจะนำงบประมาณไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ทั้งนี้ เพราะงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นระบบที่ต้องการกระจายอำนาจในการจัดการระบบงบประมาณไปสู่หน่วยผู้ปฎิบัติ เพื่อให้หน่วยผู้ปฏิบัติงานมีความคล่องตัว ในการดำเนินงาน ซึ่งมาตรการที่กำหนดขึ้นนี้ เรียกว่า "มาตรฐานการจัดการทางการเงิน ๗ ประการ" (7 HURDLES) ซึ่งประกอบด้วย   1. การวางแผนงบประมาณ (Budget Planning)          ส่วนราชการจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อกำหนดโครงสร้างแผนงาน งาน/โครงการ อันสอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมทั้งต้องมีการวางแผนงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (MTEF) ด้วย โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้                  - จัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย วิเคราะห์สภาพแวดล้อม พันธกิจ ผลลัพธ์ ผลผลิต (เครื่องมือการดำเนินงานของรัฐบาล) ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ปัจจัยการผลิต และกระบวนการผลิต                  - กําหนดผลผลิต ผลลัพธ์และตัวชี้วัด โดยพิจารณาว่าอะไรคือผลผลิต วิเคราะห์การดำเนินงานปัจจุบัน แหล่งเงิน ผู้รับบริการ การดำเนินงาน กระบวนการ และทบทวนว่าผลผลิตนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่                   - แปลงแผนกลยุทธ์เป็นแผนดำเนินงาน                  - นำแผนดำเนินงานมาจัดทำงบประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง(1+ 3 ปี) และแผนประจำปี   2. การคำนวณต้นทุนผลผลิต (Outputs Costing)            การกำหนดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิต เพือให้ได้ผลผลิตอย่างมีคุณภาพตามที่กําหนดอันจะสอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณที่เน้นผลผลิตและต้นทุนของผลผลิต มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้                  - กำหนดกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลผลิต                  - จำแนกต้นทุนตามกระบวนการ                  - กระจายต้นทุนที่เกิดขึ้นตามกระบวนการเข้าสู่ผลผลิต                  - คำนวณต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตตามเกณฑ์เงินสด /คงค้าง   3. การบริหารการจัดหา ( Procurement Management)           การบริหารการจัดหา ให้มีประสิทธิภาพ รัดกุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง   4. การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ (Financial Management/Fund Control)          เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารทางการเงินและงบประมาณให้มีมาตรฐานเดียวกันผ่านระบบการเงินและบัญชี ที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับการควบคุมงบประมาณตามระบบงบประมาณแบบมุ้งเน้นผลงาน (ผลผลิตและผลลัพธ์) โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน                4.1 การบริหารงบประมาณ เป็นการจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินและกําหนดพัฒนามาตรฐานการบริหารการเงิน และการควบคุมภายในที่โปร่งใสเป็นธรรม               4.2 พัฒนาระบบบัญชีและระบบข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน (FMIS) โดยระบบบัญชีในปัจจุบันเป็นระบบบัญชีเงินสด (Cash basis) บันทึกเงินสดรับ - จ่าย ในแต่ละปี ใช้ในการติดตามผลการจัดเก็บรายได้ ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ เปรียบเทียบกับแผนการจัดหารายได้และวงเงินงบประมาณของส่วนราชการ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน เพื่อวัดความสำเร็จ และประสิทธิภาพการบริหาร ไม่ได้แสดงหนี้สินและภาระผูกพันทั้งระยะสั้นและระยะยาวไม่ได้แสดงมูลค่าทรัพย์สินในครอบครอง จึงต้องมีการปรับปรุงดังนี้                     - จัดทำระบบบัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งจะแสดงภาพรวมของทรัพย์สิน/ทรัพยากร หรือภาระผูกพันตามแผนงาน/โครงการที่ส่วนราชการ มีอยู่ทั้งหมดแสดงผลการดำเนินงานของส่วนราชการในรูปการเปรียบเทียบรายได้                     - รายจ่ายที่แท้จริงในแต่ละงวดบัญชี เหมือนกับการวัดผลการดำเนินงานทางธุรกิจ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเพื่อใช้วางแผน และจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม                     - พัฒนาระบบ FMIS เพื่อให้การบริหารและควบคุมงบประมาณ บรรลุเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถรายงานผลการบริหารงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว              4.3 การควบคุมงบประมาณ หน่วยงานกลางจะกระจายอำนาจในการบริหารงานให้แก่หน่วยปฏิบัติ โดยเน้นการติดตามผลการดำเนินงาน (Performance) แทนการควบคุมปัจจัยนำเข้า (Input) หน่วยงานปฏิบัติจะเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้นในการบริหารงานทั้งในการบริหารปัจจัยนำเข้า การบริหารดูแลงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงผลผลิต ผลลัพธ์ที่ต้องดำเนินการ   5. การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน (Financial and Performance Reporting)            การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงานเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ปฎิบัติงานจากการใช้งบประมาณที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความโปร่งใส ทั้งนี้ประกอบด้วย                - การรายงานทางการเงิน (Financial Reporting) แบ่งเป็น การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในกับรายงานทางการเงินสำหรับหน่วยงานภายนอก การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในจะรายงาน งบแสดงผลการดำเนินงาน (Operation Statement) งบกระแสเงินสด และรายงานแสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม ในส่วนของการรายงานทางการเงินสำหรับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้น จะมีรายละเอียด งบแสดงผลการดำเนินงาน (Operating Statement) งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)  งบดุล (Balance Sheet) รายงานที่แสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม รายงานภาระผูกพันและภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Commitment and ContingentLiabilities)                 - การรายงานผลการดำเนินงาน (Performance Report) รายงานผลการดำเนินงานภายในหน่วยงานสำหรับการจัดสรรงบประมาณ การติดตามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงาน และรายงาน ผลการดำเนินงานต่อภายนอก โดยแสดงผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเทียบกับเป้าหมาย เพื่อแสดงถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานของหน่วยงาน   6. การบริหารสินทรัพย์ (Asset Management)           จุดประสงค์ของการบริหารสินทรัพย์นั้นเพี่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวม การสำรวจสถานะของสินทรัพย์ที่มีอยู่และการลดความต้องการของสินทรัพย์ใหม่ที่ไม่จำเป็นผ่านระบบการวางแผนที่เป็นระบบ โดยต้องมีการจัดทำข้อมูลสินทรัพย์ของหน่วยงาน วางแผนการบริหารสินทรัพย์ และจัดทำระเบียบและขั้นตอนภายในหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการใช้สินทรัพย์อย่างคุ้มค่า   7. การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)           เป็นการควบคุมการใช้งบประมาณและปรับปรุงการดำเนินงานไห้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยหน่วยตรวจสอบภายในของส่วนราชการ ควรมีการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการและระบบตรวจสอบภายในใหม่ มีการวางแผนการตรวจสอบเพี่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและประหยัด โดยสามารถแบ่งการตรวจสอบเป็น 3 ประเภท คือ ตรวจสอบผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการบริหารจัดการทางการเงิน และตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ  แหล่งข้อมูลhttp://comptro.rtaf.mi.th/NEWS/S-NEWS-1.htm 

การบริหารการคลังงบประมาณ

posted on 03 Aug 2009 10:45 by rattanaponsine
ความหมายของการคลัง
การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวการณ์บริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน
ความเป็นมาของการคลัง ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด คือ ทำการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ การศาล การฑูต กิจการด้านเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อมาเมื่อประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจึงมีขอบเขตความรับผิดชอบ มากขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2476 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบันจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้การคลังมีความสำคัญและจำเป็นในการปฏิบัติการ โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานบริหาร ควบคุม ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ วิชาการคลังจึงได้รับการประยุกต์ใช้ตามหลักการวิชา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการบัญชี และกฎหมาย เพราะสาขาวิชา ดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ทุกสังคม ในปัจจุบันจึงถือว่าวิชาการคลังเป็นวิชาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์และอยู่ในวิชาทางสังคมศาสตร์ด้วยการบริหารการคลังของรัฐบาลจึงเป็นความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้มาให้พอกับการใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งงบประมาณการใช้จ่ายให้ถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น  นโยบายการคลังนโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วยรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งมีผลกระทบต่อ การบริโภค การผลิตสินค้าและการกระจายรายได้ของประชาชน ส่วนการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อการผลิต การจ้างแรงงาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดำเนินนโยบายการคลังมีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก43 นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มักใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินเสมอ อย่างไรก็ดี โดยตัวของนโยบายการคลัง อาจเป็นปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจได้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายได้และรายจ่ายให้บังเกิดผลตามที่ต้องการโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการขาดดุลต่าง ๆการใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจ คือ ต้องมีการให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดสรรทรัพยากร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการกระจายรายได้และการแก้ไขปัญหาความยากจนนโยบายการคลัง ประกอบด้วยมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการภาษีอากร มาตรการงบประมาณ และการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการก่อหนี้สาธารณะ มาตรการแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้1) มาตรการภาษีอากรรายได้ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ รายได้ที่เป็นภาษีอากร และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากรสำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ได้แก่ รายได้จากการขายสิ่งของและบริการของ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ รายได้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆส่วนรายได้ที่เป็นภาษีอากร แบ่งตามลักษณะการใช้จ่ายออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีอากรทั่วไป ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้ กับภาษีอากรเฉพาะอย่าง ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการนั้น เช่น ภาษีประกันสังคม พรีเมี่ยมข้าว และน้ำตาล เป็นต้นรัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล 2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดกนอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ(1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง(2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี(3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษีการพิจารณาภาษียังจำแนกภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ทั้งนี้เพราะภาษีทั้ง 2 ประเภทมีวิธีการจัดเก็บ และมีผลกระทบต่างกัน ภาษีทางตรงมักมีวิธีการจัดเก็บจากฐานรายได้ทำให้ผู้เสียภาษีทราบจำนวนและจัดเก็บง่าย ภาษีทางตรงมีผลต่อการผลักภาระภาษีน้อยผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระภาษีไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษีทางอ้อมจะ จัดเก็บจากฐานการบริโภคหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปยัง ผู้บริโภคได้ โดยการบวกเข้าไปกับราคาสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้รับภาระภาษีจริง ๆ จะไม่ค่อยทราบว่าได้เสียภาษีไปเท่าใดปฏิกิริยาต่อการเสียภาษีทางอ้อมจะมีน้อยกว่าการเสียภาษีทางตรงตัวอย่างการเสียภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการเดินทาง ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น ส่วนตัวอย่างภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรและแสตมป์ เป็นต้น44การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดเก็บฐานภาษี และภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้น้อย รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้ เช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาอาจลดการจัดเก็บภาษีลงและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือเมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลก็อาจจัดเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้โดยการเก็บภาษีจากฐานที่ผลักภาระภาษีได้ยาก ลดการจัดเก็บภาษีที่เป็นภาระแก่ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มการจัดเก็บภาษีคนร่ำรวย จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในภาษีบางชนิด เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น ทางด้านการใช้จ่ายของ รัฐบาล ก็อาจใช้จ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนมาก เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น2)มาตรการงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณ เป็น แผนการเงินที่สำคัญของประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี ปกติ งบประมาณจะมีกำหนดเวลา 1 ปี งบประมาณรายจ่ายปกติ เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีบางครั้ง มีงบประมาณรายจ่ายพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยปีงบประมาณจะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไปโดยทั่วไปนโยบายงบประมาณจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ(1) งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง รายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน(2) งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีมากกว่ารายจ่าย(3) งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีน้อยกว่ารายจ่าย งบประมาณขาดดุล เป็นแนวคิดการคลังสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการคลังของรัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ โดยการหารายรับอื่นมาใช้จ่ายได้ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดการผลิตเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายจะต้องไม่เพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่ เพราะถ้าหากเพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่แล้ว จะเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินโดยไม่มีการผลิตเพิ่มจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีผลต่อการ จ้างงานและการพัฒนาประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่มากเท่าใดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ การใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อการผลิตโดยตรงและมีผลต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในประเทศจะมีผลทำให้เกิดการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ3) มาตรการก่อหนี้สาธารณะ เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรัฐบาลจะต้องทำการแสวงหารายได้เพิ่มติม อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีอากรเพิ่มเติม หรือแสวงหารายรับอื่นโดยการกู้ยืมเงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลจะนำเงินออกมาใช้จ่ายในการบริโภคหรือการลงทุนหากพิจารณาในแง่ภาระหนี้ที่จะตกแก่คนรุ่นหลัง การเก็บภาษีอากรเพิ่มและนำมาใช้จ่ายในการบริโภคภาระหนี้จะไม่ตกไปถึงคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเก็บภาษีอากรจากคนรุ่นปัจจุบันและนำไปใช้จ่ายในการบริโภคในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงได้แก่คนรุ่นปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรเพิ่มแล้วนำไปใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการเอาเปรียบคนรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากผลประโยชน์ของการลงทุนจะตกอยู่กับคนรุ่นหลังหากรัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศบริโภคในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะได้แก่ คนรุ่นปัจจุบันโดยคนรุ่นหลังจะเป็นผู้แบกรับภาระหนี้แทนซึ่งไม่ยุติธรรมแก่คนรุ่นหลัง แต่ถ้ารัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการยุติธรรมแก่คนรุ่นหลังเพราะคนรุ่นหลังเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเป็นผู้แบกรับภาระหนี้ส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศถ้ากู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการบริโภคปัจจุบันแล้วภาระหนี้ต้องตกอยู่กับคนรุ่นหลังเป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานแต่ถ้ากู้ยืมมาเพื่อการลงทุนคนรุ่นหลัง ก็จะเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้รับภาระหนี้ด้วย ในขณะเดียวกันถ้าหากผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าภาระหนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อลูกหลานอันเป็นการมองการณ์ไกลสิ่งสำคัญของการก่อหนี้อยู่ตรงที่ การได้รับผลประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนไม่ให้เกิดการรั่วไหลและได้ผลประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะเป็นภาระแก่สังคมได้เสมอนโยบายการเงินนโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์นโยบายการเงิน (Monetary Policy)ความหมาย คือ การที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ มีด้วยกัน 3 ด้านดังนี้1. การลด เพิ่มปริมาณเงินในระบบ2. การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (หรือเรียกว่า ด/บ นโยบาย หรือ ด/บ มาตรฐาน)3. การปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราระหว่างประเทศการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายทาง ศก. ที่เราต้องการดังนี้1.เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต (Economic Growth)2. เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ (Eco Stability)3. เพื่อให้เศรษฐกิจมีความเสมอภาค (Eco Eavity) หรือ การกระจายรายได้อย่างยุติธรรม- หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางการเงิน คือ Bank ชาติ หรือ ธนาคารกลาง หรือ ธปท.www.arts.kmutt.ac.th.  หนี้สาธารณะ คืออะไร?หนี้สาธารณะ (Public Debt) คือ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของรัฐบาล กล่าวคือ เมื่อฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ และรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ ก็จะทำการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจากภายในประเทศ และ กู้ยืมจากต่างประเทศ  ประเภทของหนี้สาธารณะ 1. แบ่งตามระยะเวลาของเงินกู้ 1.1. หนี้ระยะสั้น (Short term) มีกำหนดเวลาใช้คืน 3 เดือน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้นๆ จะออกเป็นตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills) หรือออกใบรับรองการเป็นหนี้ให้ การกู้ประเภทนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนใหญ่รัฐบาลกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย  1.2. หนี้ระยะปานกลาง (Intermediate term) คือ หนี้ที่มีกำหนดเวลาใช้คืนตั้งแต่ 1-5 ปี รัฐบาลจะออก Treasury note มาเป็นหลักฐานในการกู้ 1.3. หนี้ระยะยาว (Long term) คือ หนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาใช้คืนตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป รัฐบาลจะออกตราสารประเภทพันธบัตรรัฐบาลออกมา โดยกำหนดจำนวนเงิน ระยะเวลาใช้คืน และดอกเบี้ย ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เพื่อนำไปใช้ในโครงการระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น สร้างถนน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 2. แบ่งตามแหล่งของเงินกู้ 2.1. หนี้ภายในประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากประชาชนทั่วไป ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลาง และสถาบันการเงินอื่นๆ ภายในประเทศ เงินที่กู้ยืมอาจจะเป็นเงินตราของประเทศหรือเงินตราต่างประเทศก็ได้ 2.2. หนี้ภายนอกประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศ ทั้งเอกชน รัฐบาล หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank) หรือกู้จากธนาคารโลก http://www.ismed.or.th การคลังท้องถิ่น          การปกครองท้องถิ่น      เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น  เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง  เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ          ๑.๑) นิยามความหมายWilliam A. Robson  ได้ให้ความหมายของ  “ การปกครองท้องถิ่น”  ว่าหมายถึง   การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy)  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร  ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ  เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง  การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย  (Legal  Right)  และมีองค์กรที่จำเป็น  (Necessary Organization)  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น          ๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น  ดังนี้๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร           ๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง  มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด          ๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด  ; หรือบางส่วน  เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น ๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น          การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  http://www.meeboard.com.
  • รายรับของรัฐบาล
นับแต่มีการปฏิรูปการคลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ระบบการจัดเก็บภาษีอากรของไทยก็ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ปรากฏว่ายังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปรับปรุงด้านรายรับของรัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ตามที่ปรารถนา ได้แก่สนธิสัญญาที่ทำไว้กับนานาชาติตั้งแต่พ.ศ.2398 ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะอากรสินค้านำเข้าและอากรสินค้าออกถูกกำหนดไว้คงที่ในอัตราต่ำ และไม่อาจเจรจาขอเพิ่มอัตราภาษีเหล่านี้ได้เลย ในขณะที่รายจ่ายของแผ่นดินจำเป็นต้องขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยไม่ล้าหลัง อุปสรรคนี้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า“....ส่วนภาษีอากรที่จะคิดจัดเก็บขึ้นใหม่นั้น เห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นการยาก เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับอำนาจในการภาษีอากรจากรัฐบาลต่างประเทศ ฉะนั้นการจัดเก็บภาษสิ่งใดใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบของผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงจะเก็บได้ทั่วถึง การที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นส่วนที่ชาวต่างประเทศจะต้องเสียด้วยแล้ว ก็ยากที่จะได้รับความตกลงด้วยในระยะ 10 ปีแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.2453-2462)นั้น ความจำกัดด้านรายรับนี้ยังไม่ถึงกับก่อให้เกิดปัญหากดดันต่อทางราชการมากนัก เนื่องจากรายรับของรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มไปในทางเพิ่มขึ้นได้ดี อันเป็นผลจากการขยายตัวของการส่งออกข้าว อุปสรรคด้านการขยายตัวของรายรับรัฐบาลเริ่มสร้างปัญหามากเป็นพิเศษในปีพ.ศ.2463 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายมากจนทำให้ต้องห้ามการส่งออกข้าวเพราะเกรงว่าจะไม่มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ รายได้ส่วนสำคัญจากอากรขาออกจึงลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นรายได้จากการเก็บอากรค่านาก็ลดลง รวมทั้งรายได้ทางอ้อมจากอากรสุราและรายได้จากกิจการรถไฟซึ่งมีแนวโน้มขึ้นลงตามผลของการทำนาแต่ละปีก็ลดลงด้วยอย่างไรก็ตาม ผลกระทบเนื่องจากการผลิตข้าวต่อรายรับของรัฐบาลนี้ เป็นเพียงผลระยะสั้น เพราะเมื่อการส่งออกข้าวสามารถดำเนินการได้ใหม่ปัญหานี้ก็หมดไป ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรายรับของรัฐบาลในระยะยาวนั้นก็คือการปรับโครงสร้างภาษีด้วยการยกเลิกการพนันและหวย ก.ข. รวมทั้งการดำเนินการจำกัดการสูบฝิ่นลง อันเป็นการดำเนินการตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรของพระองค์เลิกลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข แต่โดยที่รายได้จากฝิ่นและการพนันนั้นมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 1 ใน 4 ของรายได้แผ่นดิน ความพยายามที่จะเพิ่มรายรับของรัฐบาลให้เพียงพอกับรายจ่ายจึงยิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้น 
  • รายจ่ายของรัฐบาล
ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนจากที่ได้ริเริ่มมาแล้วในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเร่งรัดพัฒนาเช่นนี้จำเป็นต้องมีการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงต้นรัชสมัยนั้น กระทรวงต่าง ๆ กำลังเริ่มวางแผนขยายการงานให้ครอบคลุมถึงมณฑลต่าง ๆ ให้มากขึ้น แทนที่จะให้เพียงกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวรับหน้าที่เกือบทุกอย่างในหัวเมืองมณฑลไว้ดังเช่นในระยะแรก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ทั้งจัดเก็บภาษีอากร การสาธารณสุข การให้การศึกษา และการยุติธรรม เป็นต้น โครงการของกระทรวงต่าง ๆ ที่จะเข้าไปทดแทนการทำหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยในมณฑลต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่1.               โครงการส่งเสริมการเกษตรของกระทรวงเกษตราธิการในหัวเมืองมณฑล ได้แก่การส่งเสริมเพื่อพัฒนาการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ 2.               โครงการของกระทรวงยุติธรรมในการจัดตั้งศาลให้ทั่วถึงในมณฑลต่าง ๆ3.               โครงการของกระทรวงนครบาลในการขยายเขตสุขาภิบาลออกไป4.               โครงการของกระทรวงธรรมการในการขยายการศึกษาด้วยการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐบาลเป็นตัวอย่างเมืองละ 1 แห่ง และวางโครงการศึกษาภาคบังคับทั่วพระราชอาณาจักรนอกจากนั้นกระทรวงมหาดไทยเองก็ยังมีโครงการพัฒนาหัวเมืองมณฑลชั้นนอก ได้แก่มณฑลอีสาน มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลปัตตานี ด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม ทั้งภายในมณฑลนั้น และการดำเนินการให้ประสานสอดคล้องกับการขยายเส้นทางรถไฟที่กำลังจะไปถึง เพื่อเป็นการเชื่อมโยงการคมนาคมกับส่วนกลางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้จ่ายตามโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากแล้ว รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากและเร่งด่วนในการปรับระบบเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนที่เกิดความลักลั่นและเหลื่อมล้ำกันอยู่มากระหว่างอัตราเงินเดือนเก่าและใหม่มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะเต้นเริ่มการจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงต่าง ๆ ก็เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนอัตราเก่า และยังมีการขอตั้งอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งราชการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย เป็นผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำในประเภทค่าจ้างเงินเดือนที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอมานั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภาระหนักในการใช้จ่ายอีกด้านหนึ่งของรัฐบาล ก็คือการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างและขยายเส้นทางรถไฟต่อไปอีกมากจากที่เริ่มไว้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้การติดต่อค้าขายและขนส่งผลผลิตการเกษตรภายในราชอาณาจักรเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำกว่าเดิม นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้จ่ายพัฒนาระบบชลประทานอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อการเกษตรอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอีกเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงพ.ศ.2450-2454 การใช้จ่ายทั้งในด้านการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและการชลประทานนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศจนไม่อาจละเลยได้ภาระการใช้จ่ายที่สำคัญของรัฐบาลประการสุดท้ายก็คือการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งถึงแม้จะมีพระบรมราโชบายจำกัดงบป้องกันประเทศไว้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของเงินรายได้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจควบคุม การใช้จ่ายลงได้มากนักเนื่องจากงบประมาณสำหรับการทหารถูกจำกัดไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นเป็นเวลานานถึง 5 ปีในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การของบประมาณจึงเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ประกอบกับกรมทหารเรือในกระทรวงกลาโหมได้แยกออกไปตั้งเป็นกระทรวงอิสระต่างหาก และกระทรวงกลาโหมก็เตรียมการจัดตั้งกองทัพอากาศขึ้นด้วยhttp://www.geocities.com.